Cute Grapes 2

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผลกระทบของเทคโนโลยีทางด้านลบ

เหล่าเทรนเนอร์ล่าโปเกมอนทั่วเบตง ตร.ดูแลเข้ม หวั่นคนร้ายฉวยโอกาสป่วน


เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 11 ส.ค. 59 บรรยากาศที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา คึกคักไปด้วยผู้คนทุกเพศ ทุกวัย จำนวนมากที่ออกมาเก็บไอเทมโปเกมอนโก เกมออนไลน์ยอดฮิต ถึงแม้ในพื้นที่สภาพอากาศจะครึ้มฟ้าครึ้มฝน โดยแต่ละคนจะออกมาตามล่าจับตัวโปเกมอน และผู้คนบางส่วนขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ออกตามจับโปเกมอน 

ขณะที่ พ.ต.อ.สุชาติ สอิด ผกก.สภ.เบตง กล่าวว่า ขอให้ผู้เล่นเกมระวังการบุกรุกสถานที่ส่วนบุคคล หรือสถานที่ราชการต่างๆ ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน หากพบประชาชนเดินเล่นโทรศัพท์มือถือในที่มืดก็จะประชาสัมพันธ์ให้อยู่ในพื้นที่ที่มี
คนอยู่เป็นจำนวนมาก และอย่าลงไปเล่นบนพื้นผิวการจราจรเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ พร้อมกันนี้ ยังออกคำสั่งไม่ให้ตำรวจเล่นเกมระหว่างปฏิบัติงานด้วย แต่อาจมีบางสถานการณ์ที่ต้องใช้เป็นเครื่องมือในการลาดตระเวนเพื่อตามหากลุ่มผู้เล่นเกมดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุอาชญากรรมและกลุ่มผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์ โดยได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจรถจักรยานยนต์ออกตรวจสอบบริเวณโดยรอบตลอด 24 ชั่วโมง

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/687332

ความคิดเห็นส่วนตัวจากเจ้าของเว็บ : เทคโนโลยีนั้นมีทั้งทางด้านดีและทางด้านลบ จากในข่าวที่มีเกมโปเกมอน โก โดยที่เราจะต้องออกไปจับตามสถานที่ต่างๆ เราควรจะระมัดระวังตัวเพราะว่า อาจจะมีกลุ่มคนร้าย หรือผู้ที่ไม่หวังดีอาจจะทำร้าย หรือปล้นทรัพย์สินเราได้ เราควรที่จะใช้เทคโนโลยีไปในทางสร้างสรรค์

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใบงานที่ 4

ขั้นตอนการทำโครงงาน
1.คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ
      โดยทั่วไปเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นโครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความสนใจในเรื่องต่างๆ จากการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว ปัญหาที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ได้จากแหล่งต่างๆ กัน เช่น การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ งานอดิเรก การค้นคว้าจากหนังสือ และอื่นๆ ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
          1. ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา 
          2. สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ 
          3. มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษา 
          4. มีเวลาเพียงพอ 
          5. มีงบประมาณเพียงพอ 
          6. มีความปลอดภัย 

2.การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
      การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดำเนินการทำโครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสม ในการศึกษาจะต้องได้คำตอบว่า
          1. จะทำ อะไร 
          2. ทำไมต้องทำ 
          3. ต้องการให้เกิดอะไร 
          4. ทำอย่างไร 
          5. ใช้ทรัพยากรอะไร 
          6. ทำกับใคร 
          7. เสนอผลอย่างไร

3.องค์ประกอบของเค้าโครงของโครงงาน
รายงานรายละเอียดที่ต้องระบุ
ชื่อโครงงานทำอะไร กับใคร เพื่ออะไร
ประเภทโครงงานวิเคราะห์จากลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้
ชื่อผู้จัดทำโครงงานผู้รับผิดชอบโครงงาน อาจเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มก็ได้
ครูที่ปรึกษาโครงงานครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และควบคุมการทำโครงงานของนักเรียน
ครูที่ปรึกษาร่วมครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาร่วม ให้คำแนะนำในการทำโครงงานของนัีกเรียน
ระยะเวลาดำเนินงานระยะเวลาการดำเนินงานโครงงาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด กำหนดเป็นวัน หรือ เดือนก็ได้
แนวคิด ที่มา และความสำคัญสภาพปัจจุบันที่เป็นความต้องการและความคาดหวังที่จะเกิดผล
วัตถุประสงค์สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงงานทั้งในเชิงกระบวนการ และผลผลิต
หลักการและทฤษฎี  หลักการและทฤษฎีที่นำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน
วิธีดำเนินงาน กิจกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ และผู้ัรับผิดชอบ
ขั้นตอนการปฏิบัติ  วัน เวลา และกิจกรรมดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด
ผลที่คาดว่าจะได้รับ สภาพของผลที่ต้องการให้เกิด ทั้งที่เป็นผลผลิต กระบวนการ และผลกระทบ
เอกสารอ้างอิงสื่อเอกสาร ข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่างๆ ที่นำมาใช้ในการดำเนินงาน

4.การลงมือทำโครงงาน
      4.1 การเตรียมการ
        การเตรียมการ ต้องเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้ในการพัฒนาให้พร้อมด้วย และควรเตรียมสมุดบันทึกหรือบันทึกเป็นแฟ้มข้อความไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับบันทึกการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างทำโครงงาน
      4.2 การลงมือพัฒนา
        1. ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ในเค้าโครง แต่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ถ้าพบว่าจะช่วยทำให้ผลงานดีขึ้น
        2. จัดระบบการทำงานโดยทำส่วนที่เป็นหลักสำคัญๆ ให้แล้วเสร็จก่อน จึงค่่อยทำ ส่วนที่เป็นส่วนประกอบหรือส่วนเสริมเพื่อให้โครงงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น
        3. พัฒนาระบบงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบและครบถ้วน
      4.3 การทดสอบผลงานและแก้ไข
        การตรวจสอบความถูกต้องของผลงาน เป็นความจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่พัฒนาขึ้นทำงานได้ถูกต้องตรงกับความต้องการ
      4.4 การอภิปรายและข้อเสนอแนะ
        เมื่อพัฒนาผลงานเรียบร้อยแล้ว ให้จัดทำสรุปด้วยข้อความที่สั้นกะทัดรัดอย่างครอบคลุม เพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสิ่งที่ค้นพบจากการทำโครงงาน และทำการอภิปรายผลด้วย เพื่อพิจารณาข้อมูลและผลที่ได้
      4.5 แนวทางการพัฒนาโครงงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ
        เมื่อทำโครงงานเสร็จสิ้นลงแล้ว นักเรียนอาจพบข้อสังเกต ประเด็นที่สำคัญ หรือปัญหา ซึ่งสามารถเขียนเป็นข้อเสนอแนะและสิ่งที่ควรจะศึกษาและหรือใช้ประโยชน์ต่อไปได้

 
5.การเขียนรายงาน
      5.1 ส่วนนำ เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงงานนั้นซึ่งประกอบด้วย
         1. ชื่อโครงงาน
         2. ชื่อผู้ทำโครงงาน
         3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
         4. คำขอบคุณ เป็นคำกล่าวขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงาน ที่มีส่วนช่วยทำให้โครงงานสำเร็จ
         5. บทคัดย่อ อธิบายถึงที่มา ความสำคัญ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้โดยย่อ
      5.2 บทนำ เป็นส่วนรายละเอียดของเนื้อหาของโครงงานซึ่งประกอบด้วย
         1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
         2. เป้าหมายของการศึกษาค้นคว้า
         3. ขอบเขตของโครงงาน
      5.3 หลักการและทฤษฎี เป็นส่วนสรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหาข้อมูลหรือหลักการ ทฤษฎี หรือวิธีการที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน
      5.4 วิธีดำเนินการ  อธิบายขั้นตอนการดำเนินงานโดยละเอียด พร้อมทั้งระบุปัญหาหรืออุปสรรคที่พบพร้อมทั้งวิธีการที่ใช้แก้ไข พร้อมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงาน
      5.5 ผลการศึกษา นำเสนอข้อมูลหรือระบบที่พัฒนาได้ โดยอาจแสดงเป็นตาราง หรือ กราฟ หรือข้อความ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความเข้าใจของผู้อ่านเป็นหลัก
      5.6 สรุปผลและข้อเสนอแนะ  อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำ งาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุด้วยว่าข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนั้นยังควรกล่าวถึงการนำ ผลการทดลองหรือพัฒนาไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงาน หรือข้อสังเกตที่สำคัญ หรือข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทำ โครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขหากจะมีผู้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย
      5.7 ประโยชน์  ระบุประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการพัฒนาโครงงานนั้น และประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการนำผลงานของโครงงานไปใช้ด้วย
      5.8 บรรณานุกรม  รวบรวมรายชื่อหนังสือ วารสาร เอกสาร หรือเว็บไซด์ต่างๆ ที่ผู้ทำ โครงงานใช้ค้นคว้า หรืออ่านเพื่อศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำ โครงงานนี้การเขียนเอกสารบรรณานุกรมต้องให้ถูกต้องตามหลักการเขียนด้วย
      5.9 การจัดทำคู่มือการใช้งาน หาโครงงานที่นักเรียนจัดทำ เป็นการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา ให้นักเรียนจัดทำคู่มืออธิบายวิธีการใช้ผลงานนั้นโดยละเอียด ซึ่งประกอบด้วย
         1. ชื่อผลงาน
         2. ความต้องการของระบบคอมพิวเตอร์ ระบุรายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีเพื่อจะใช้ผลงานนั้นได้
         3. ความต้องการของซอฟต์แวร์ ระบุรายชื่อซอฟต์แวร์ที่ต้องมีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้ผลงานนั้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์
         4. คุณลักษณะของผลงาน อธิบายว่าผลงานนั้นทำ หน้าที่อะไรบ้าง รับอะไรเป็นข้อมูลขาเข้าและส่วนอะไรออกมาเป็นข้อมูลขาออก
         5. วิธีการใช้งานของแต่ละฟังก์ชัน อธิบายว่าจะต้องกดคำสั่งใด หรือกดปุ่มใด เพื่อให้ผลงานทำงานในฟังก์ชันหนึ่งๆ
 
6.นำเสนอและแสดงโครงงาน
      การนำเสนอและการแสดงผลงานเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการทำโครงงาน เพื่อแสดงออกถึงผลิตผลความคิด ความพยายามในการทำงานที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น การเสนอผลงานอาจทำได้ในหลายรูปแบบต่างๆ กัน เช่น การแสดงผลงานโดยไม่มีการอธิบายประกอบการรายงานด้วยคำพูดในที่ประชุม การจัดนิทรรศการโดยโปสเตอร์และอธิบายด้วยคำพูด เป็นต้น โดยผลงานที่นำมาเสนอหรือจัดแสดงควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้ 
          1. ชื่อโครงงาน 
          2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน 
          3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา 
          4. คำอธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน 
          5. วิธีการดำเนินการที่สำคัญ 
          6. การสาธิตผลงาน
          7. ผลการสังเกตและข้อสรุปสำคัญที่ได้จากการทำโครงงาน


ใบงานที่ 3

โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)

โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)  เป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเพื่อความรู้ และ/หรือ ความเพลิดเพลิน เช่น เกมหมากรุก เกมหมากฮอส เกมการคำนวณเลข ซึ่งเกมที่พัฒนาขึ้นนี้น่าจะเน้นให้เป็นเกมที่ไม่รุนแรง เน้นการใช้สมองเพื่อฝึกคิดอย่างมีหลักการ โครงงานประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะและกฎเกณฑ์การเล่น เพื่อให้น่าสนใจเก่ผู้เล่น พร้อมทั้งให้ความรู้สอดแทรกไปด้วย ผู้พัฒนาควรจะได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเกมต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปและนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้ป็นเกมที่แปลกใหม่ และน่าสนใจแก่ผู้เล่นกลุ่มต่าง ๆ


เกม THE LAKE HERO


เกมวิ่งร่อนย้อนยุค
อ้างอิง : http://www.acr.ac.th/acr/ACR_E-Learning

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใบงานที่ 2

1. ประเภทของโครงงานมีกี่ประเภท อะไรบ้าง?
ตอบ  มี 4 ประเภท
    1. โครงงานที่เป็นสำรวจ รวบรวมข้อมูล คือ โครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์ในการรวบรวมข้อมูล เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วนำข้อมูล นั้นมาจำแนกเป็นหมวดหมู่ ในรูปแบบที่เหมาะสม
    2. โครงงานที่เป็นการค้นคว้า ทดลอง คือ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ โดยออกแบบในรูปผลการทดลอง เพื่อศึกษาตัวแปรหนึ่ง จะมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่างไร ด้วยการควบคุมตัวแปร
    3. โครงงานที่เป็นการศึกษาทฤษฎี คือ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอความรู้ หรือหลักการใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีใครเคยคิดหรือขัดแย้ง หรือขยายจากของเดิมที่มีอยู่ ซึ่งต้องผ่านการพิสูจน์อย่างมีหลักการก่อน
    4. โครงงานที่เป็นการประดิษฐ์ คิดค้น คือ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์ คือ การนำความรู้ทฤษฎี หลักการ มาประยุกต์ใช้ โดยประดิษฐ์เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่างๆ หรืออาจเป็นการประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ หรือปรับปรุงของเดิมให้ดีขึ้นก็ได้
อ้างอิง : https://www.gotoknow.org

2. โครงงานคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?
ตอบ  มี 5 ประเภท
    1.โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media) คือ เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม
    2. โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development) คือ เป็นโครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือมาใช้ช่วยสร้างงานประยุกต์ต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นในรูปซอฟต์แวร์ ตัวอย่างของเครื่องมือช่วยงาน
    3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment) คือ เป็นโครงงานใช้คอมพิวเตอร์ในการจำลองการทดลองของสาขาต่าง ๆ เป็นโครงงานที่ผู้ทำต้องศึกษารวบรวมความรู้ หลักการ ข้อเท็จจริงและแนวความคิดต่าง ๆ
    4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน(Application) คือ เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างผลงานเพื่อประยุกต์ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
    5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development) คือ เป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเพื่อความรู้ และ/หรือ ความเพลิดเพลิน
อ้างอิง : www.acr.ac.th
3. ประโยชน์ของโครงงาน 5 ข้อ
ตอบ 1. ได้ฝึกทักษะกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม
         2. ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
         3. ได้ฝึกทักษะกระบวนการความคิด
         4. ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
         5. นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
อ้างอิง : https://sites.google.com/site/krutermsaksuwan

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใบงานที่ 1

1. โครงงานหมายถึงอะไร?
ตอบ การจัดการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องราวที่ผู้เรียนมีความสนใจ และเกิดปัญหาข้อสงสัยในการค้นคว้าหาคำตอบด้วยวิธีการที่หลากหลาย
อ้างอิง : http://www.thaigoodview.com/node/56511

2. โครงงานคอมพิวเตอร์หมายถึงอะไร?
ตอบ  กิจกรรมการเรียนที่นักเีรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนเองสนใจ โดยจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรม โดยใช้ความรู้ทางกระบวนการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทักษะพื้นฐานในการพัฒนาโครงงาน เรื่องที่นักเรียนสนใจและคิดจะทำโครงงาน
อ้างอิง : http://www.acr.ac.th

3. ตัวอย่างเว็บไซต์ ที่มีตัวอย่างโครงงาน จำนวน 3 เว็บไซต์


วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Curved Screen Monitor



ในปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด สิ่งที่เคยเรียกว่าดีแล้วหรือสุดยอดแล้วในอดีต อาจไม่ใช่มาตรฐานใหม่ในปัจจุบัน เช่นกันสำหรับสัดส่วนหน้าจอสมัยเมื่อหลายสิบปีที่แล้วเป็น 4:3 จากนั้นพอเริ่มเป็น LCD/LED ก็เปลี่ยนมาตรฐานมาเป็น 16:9 แต่ในปัจจุบันด้วยผลการศึกษาและเทคโนโลยีการผลิต ชี้ให้เห็นแล้วว่าสัดส่วน 21:9 ในแบบจอโค้ง (Curve) หน้าจอแบบโค้งรับกับสายตามนุษย์ ทำให้ใช้งานได้สบายสายตาเนื่องจากไม่ต้องปรับโฟกัสมากเมื่อเทียบกับจอแบนแบบเดิมในเวลาที่กวาดสายตามองข้อมูลต่างๆ บนหน้าจอ การทำงานแบบ PBP/PIP เป็นลูกเล่นที่ยอดเยี่ยม PBP (Picture by Picture) คือ การนำสัญญาณภาพจาก 2 แหล่งขึ้นมาแสดงพร้อมกัน ส่วนโหมด PIP (Picture in Picture) จอเล็กอยู่มุมจอใหญ่ เหมือนทำงานหนึ่งและดูความเคลื่อนไหวของอีกงานหนึ่งไปด้วย ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน โดยอีกจอเราสามารถเลือก Source ของภาพได้ตามความต้องการ ทั้งนี้เราสามารถเลือกให้ลำโพงเล่นเสียงจาก Source ที่ต้องการได้ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ

1.ระบบสาระสนเทศ ศัพท์ภาษาอังกฤษคือ.....หมายถึงอะไร?

ตอบ ระบบสารสนเทศ (Information Systems) คือ กระบวนการรวบรวม บันทึก ประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ และแจกจ่ายสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผน คบคุมการทำงาน และช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจ

2.ระบบสาระสนเทศประกอบด้วยอะไรบ้าง มี 5 อย่าง?

ตอบ 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
2. ซอฟต์แวร์ (Software)
3. ข้อมูลและสารสนเทศ (Data and Information)
4. บุคลากร (Peopleware)5. กระบวนการทำงาน (Procedure)

3.ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ หมายถึงอะไร?

ตอบ ระบบการทำงานในอดีตมีการใช้ระบบสารสนเทศช่วยจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพไม่แน่นอน ไม่มีความสะดวก และมีคามยุ่งยากในการใช้งาน ปัจจุบันจึงได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาในการจัดการระบบสารสนเทศในองค์กรมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ

4.ประเภทของระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ มีกี่ประเภทอะไรบ้าง?



ตอบ 2 ประเภท คือระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของบุคคลและระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่ม






5.ตัวอย่างโปรแกรม ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการ ตัดสินใจ?
ตอบ โปรแกรม DSS เป็นซอฟแวร์ที่ช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการ การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างตัวแบบที่ซับซ้อน ภายใต้ซอฟต์แวร์เดียวกัน นอกจากนั้น DSSยังเป็นการประสานการทำงานระหว่างบุคลากรกับเทคโนโลยีทางด้านซอฟต์แวร์ โดยเป็นการกระทำโต้ตอบกัน เพื่อแก้ปัญหาแบบไม่มีโครงสร้าง และอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้ตั้งแต่เริ่มต้นถึงสิ้นสุดขั้นตอนหรืออาจกล่าวได้ว่า DSS เป็นระบบที่โต้ตอบกันโดยใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อหาคำตอบที่ง่าย สะดวก รวดเร็วจากปัญหาที่ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน ดังนั้นระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ จึงประกอบด้วยชุดเครื่องมือ ข้อมูล ตัวแบบ (Model) และทรัพยากรอื่นๆ ที่ผู้ใช้หรือนักวิเคราะห์นำมาใช้ในการประเมินผลและแก้ไขปัญหา ดังนั้นหลักการของDSS จึงเป็นการให้เครื่องมือที่จำเป็นแก่ผู้บริหาร ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีรูปแบบที่ซับซ้อน แต่มีวิธีการปฏิบัติที่ยืดหยุ่น DSS จึงถูกออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่เพียงแต่การตอบสนองในเรื่องความต้องการของข้อมูลเท่านั้น